สรุปบทที่ 11

posted on 05 Feb 2009 12:13 by narirat

 

 

       ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์การ 

 

 ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์การ (Enterprise Resource Planning : ERP)

เป็นระบบสารสนเทศที่บูรณาการงานหลักต่างๆ ขององค์การ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี และการบริหารบุคคล ฯลฯ เข้าด้วยกันโดยเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ (Real Time) เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลหรือสารสนเทศโดยภาพรวมและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ                 

วิวัฒนาการของระบบ ERP

ประมาณช่วงต้นทศวรรษที่ 1960  วงการอุตสาหกรรมได้นำระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ หรือ MRP (Material Requirements Planning) มาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการหารายการและจำนวนวัสดุที่ต้องการตามแผนการผลิตที่วางไว้ และนำมาช่วยด้านบริหารการผลิต  ซึ่งระบบ MRP ได้รับการยอมรับว่าสามารช่วยลดระดับวัสดุคงคลังลงได้ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก และช่วยให้การวางแผนและการสั่งซื้อวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1980 ระบบการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้นจึงมีการขยายขอบเขตระบบ MRP จากเดิมโดยรวมเอาการวางแผนและการบริหารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ เข้ามาในระบบด้วยและเรียกว่าระบบ MRP II (Manufacturing Resource Planning) อย่างไรก็ตามระบบ MRP II  สนับสนุนการดำเนินงานในส่วนของการผลิต ยังไม่สามารถสนับสนุนการทำงานทั้งหมดในองค์การได้ จึงมีการขยายระบบให้ครอบคลุมงานหลักทุกอย่างในองค์การจึงเป็นที่มาของระบบ ERP                 

  กระบวนการทางธุรกิจที่สนับสนุนโดยระบบ ERP

กระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ทั้งหมดในองค์การไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตสินค้า กระบวนการฝ่ายการเงินและการบัญชี กระบวนการขายและการตลาด กระบวนการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และอื่น เพื่อให้กระบวนการทำงานต่างๆ นั้นเป็นไปอย่างอัตโนมัติ รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และสามารถลดต้นทุนทั้งระบบได้ ข้อมูลจากกระบวนการหรือส่วนต่างๆ ขององค์การจะถูกจัดเก็บไว้ที่เก็บข้อมูลส่วนกลางซึ่งระบบงานอื่นๆ สามารถใช้งานข้อมูลร่วมกันได้ และยังช่วยให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการบริหารและกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และรวดเร็วทันเหตุการณ์             

  ประโยชน์และความท้าทายของระบบ ERP

-  กระบวนการบริหาร  ช่วยให้กระบวนการธุรกิจเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ยังสามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริหารได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นปัจจุบัน ช่วยให้ผู้บริหารรับทราบข้อมูลทาการเงินซึ่งอาจอยู่ในหลายรูปแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยการใช้ระบบเดียวกัน ทำให้ผู้บริหารทราบผลการดำเนินงานและตรวจสอบสถานการณ์ดำเนินงานโดยรวมขององค์การ และสามารถตัดสินใจด้านการบริหารได้อย่างทันท่วงที่และมีประสิทธิภาพมาขึ้น

-  เทคโนโลยีพื้นฐาน  ระบบ ERP ช่วยเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันเสมือนเป็นระบบเดียวกันทั้งองค์การ

-  กระบวนการทำงานที่รวดเร็ว    การบูรณาการงานหลักต่างๆ ขององค์การเข้าด้วยกันช่วยให้ประสานการทำงานได้ทั่วทั้งองค์การทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว               

  ความท้าท้าย

                การนำเอาระบบ ERP การติดตั้งและใช้งาน (Implementation) เพื่อเป็นระบบสารสนเทศหลักขององค์การเป็นเรื่องที่ยาก ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูงมาก บางครั้งองค์การอาจต้องปรับซอฟแวร์ ERP (Customization) เพื่อให้เข้ากับรูปแบบการทำงานขององค์การ รวมถึงต้องใช้ความพยายามในการเปลี่ยนแปลง

 กระบวนการดำเนินธุรกิจและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานภายในองค์การ

 1.  การเปลี่ยนแปลงกระบวนการดำเนินธุรกิจและวัฒนธรรมการทำงานภายในองค์การ

2.  การบริหารโครงการระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ละค่าใช้จ่ายในตอนเริ่มต้นที่สูง

3.  ความไม่ยืดหยุ่นในการปรับซอฟแวร์                 

 ขั้นตอนการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์การ

1.  การศึกษาและวางแนวคิด พิจารณาว่า                    

 -  การศึกษาถึงสภาพปัจจุบันขององค์การว่ามีความจำเป็นต้องนำ ERP มาใช้หรือไม่ อย่างไร                    

-  การศึกษาและทำความเข้าใจถึงรูปแบบทางธุรกิจ (Business Scenario)                    

-  ปัญหาขององค์การและสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีอยู่ในปัจจุบันและจากสภาพปัจจุบัน                    

-  พิจารณาถึงในอนาคตว่าต้องการให้องค์การมีสภาพเป็นอย่างไร                    

 -  สร้างจิตสำนึกในความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงนี้ให้บุคลากรทุกระดับ                   

  -  ตั้งกลุ่มผู้รับผิดชอบ                    

 -  ขออนุมัติจากผุ้บริหารเพื่อให้นำ ERP มาใช้ เมื่อผู้บริหารอนุมัติก็จะเริ่มต้นวางแผนต่อไป

2.   การวางแผนนำระบบมาใช้                      

-  เริ่มดำเนินการหลังจากผู้บริหารอนุมัติ                    

 -  ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด

3.  การพัฒนาระบบ                      

-  จัดทำแผนโครงการพัฒนาโดยละเอียด                    

-  กำหนดงานที่จะต้องทำพร้อมทั้งระบุเวลาและเป้าหมาย                    

 -  สำรวจระบบงานปัจจุบันว่าจะต้องปรับปรุง ลดขั้นตอน หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร                    

-  สรุปความต้องการจากส่วนงานต่างๆ ขององค์การว่าความต้องการซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถอะไรบ้าง                    

-  ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ERP จากหลายแหล่ง                    

-  หากคณะทำงานคิดว่าไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอก็อาจจ้างที่ปรึกษามาช่วย

4.   การใช้งานและปรับเพิ่มความสามารถ                       

-  ฝึกอบรมและไห้การสนับสนุนบุคลากรในการใช้ระบบ                    

 -  ส่งเสริมให้บุคลากรมีความชำนาญในการใช้ระบบ                    

-  ขยายขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเมื่อความต้องการเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน                

 โครงสร้างของซอฟแวร์ ERP

1.  ซอฟต์แวร์โมดูล (Business Application Software Module) ได้แก่โมดูลที่ทำหน้าที่ในงานหลักขององค์การ ซึ่งแต่ละโมดูลนอกจากจะทำงานเฉพาะในแต่ละโมดูลนั้นๆ แล้วยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันได้

2.  ฐานข้อมูลรวม (Integrated Database) ซอฟต์แวร์โมดูลทุกโมดูลสามารถเข้าถึง (Access) ฐานข้อมูลรวมได้โดยตรงและสามารถใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลรวมนี้ร่วมกันได้

3.  ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ (System Administration Utility) เป็นส่วนสนับสนุนการบริหารจัดการระบบ เช่น การคัดลอกสำเนา การลงทะเบียน และกำหนดสิทธิผู้ใช้งาน

4.  ระบบสนับสนุนการพัฒนาและการปรับเปลี่ยน (Development and Customization) เป็นส่วนสนับสนุนการพัฒนาหรือการปรับเปลี่ยนบางงานให้เข้ากับการทำงานขององค์การ 

 

edit @ 5 Feb 2009 12:39:36 by นารีย์รัฐ

สรุปบทที่ 10

posted on 27 Jan 2009 16:36 by narirat

                               

                                          สรุปบทที่ 10

            ระบบสารสนเทศกับการเปลี่ยนแปลงองค์การ

        -  การเปลี่ยนแปลงระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานอัตโนมัติ (Automation) 

การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยทำให้พนักงานทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดความผิดพลาดของข้อมูล              

     -  การเปลี่ยนแปลงระดับกระบวนการปฏิบัติงาน (Rationalization of Procedures)

 ระบบจะช่วยให้มองเห็นภาพของกระบวนการปฏิบัติงานเพื่อนำไปปรับปรุงระเบียบปฏิบัติเพื่อรองรับกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ               

   -  การออกแบบระบบงานใหม่ (Business Process Reengineering : BPR) 

เป็นการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจให้ดีขึ้น และสามารถลดขั้นตอนในการทำงานซ้ำซ้อน

   -   การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shifts) 

เป็นการเปลี่ยนแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับลูกค้า สินค้า การบริการ หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจโดไม่ยึดกับกรอบแนวคิดเดิมๆ 

         กลยุทธ์                

      คือ  แผนรวมขององค์การที่นำเอาข้อได้เปรียบและจุดเด่นในด้านต่างๆ มาใช้ประโยชน์เพื่อปรับลดจุดด้อย แสวงหาโอกาส และหลีกเลี่ยงอุปสรรค์ เพื่อให้องค์การอยู่รอด เติบโต และชนะคู่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด 

       ระดับกลยุทธ์               

   -  กลยุทธ์ระดับบริษัทหรือองค์การ (Corporate Strategy) 

กำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในระยะยาว               

   -  กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Unit Head) 

กำหนดโดยผู้บริหารหน่วยธุรกิจ ซึ่งให้ความสำคัญกับการแข่งขันของหน่วยธุรกิจ

    - กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy)

กำหนดโดยหัวหน้าหน่วยงาน โดยสนับสนุนและสอดคลองกับกลยุทธ์ระดับธุรกิจและระดับองค์การ

    กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management Process)               

   1.  การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Environment Analysis)

 หรือเรียกว่า การวิเคราะห์สวอท เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์การ                                 

-  สิ่งแวดล้อมภายนอก เกี่ยวกับ อุปสรรค์ และ อุปสรรค์ ได้แก่

 1) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่วไป เช่น ปัจจัยทางการเมือง เทคโนโยยี สังคม เศรษฐกิจ

 2) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน เช่น รัฐบาล ชุมชน ผู้ขาย วัตถุดิบ คู่แข่งขัน ลูกค้า                               

 -  สิ่งแวดล้อมภายใน เกี่ยวกับ จุดแข็ง และจุดอ่อนภายในองค์การ  เช่น การเงิน การตลาด การผลิต การดำเนินงาน การวิจัยและพัฒนา ฯลฯ               

    2.  การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy Formulation)

นำเป้าหมายและข้อมูลจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมากำหนดทิศทาง แนวทาง กรอบความคิด               

    3.  การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy Implementation) 

เป็นขั้นตอนที่สำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์ เป็นการนำแผนที่กำหนดไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ

   4.  การควบคุมกลยุทธ์ (Strategy Control)

 เป็นการกำหนดเกณฑ์และมาตรฐานเพื่อเป็นแนวทางในการวัดเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับมาตราฐานที่กำหนดไว้ 

   ความหมายของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์               

คือระบบสารสนเทศใดๆ ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันหรือลดความเสียเปรียบให้กับองค์การ 

   กรอบแนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์โมเดลแรงพลักดันในการแข่งขันของพอร์เตอร์ (Porter’s Competitive Force Model)

1)  อุปสรรค์จากผู้แข่งขันรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาด (Threat of Entry of New Competitors)

2)  อำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต (Bargaining Power of Suppliers)

3)  อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อหรือลูกค้า (Bargaining Power of Buyers/Customers)

4)  การแข่งขันระหว่างกิจการต่างๆ ในอุตสาหกรรม (Rivalry Among Existing Competitors)

5)  อุปสรรคที่เกิดจากสินค้าหรือบริการทดแทน (Threat of Substitute Products/services) 

   พอร์เตอร์ได้เสนอกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

1)  กลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านราคา (Cost Leadership Strategy)

2)  กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy)

3)  กลยุทธ์เน้นกลุ่มเป้าหมาย (Focus Strategy)               

   กรอบแนวคิดของไวส์แมน (Wiseman)

1)  กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation)

2)  กลยุทธ์ด้านราคา (Cost)

3)  กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation)

4)  กลยุทธ์ด้านการเจริญเติบโต (Growth)

5)  กลยุทธ์ด้านพันธมิตร (Alliance)                

    โมเดลห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Model)               

  1)  กิจกรรมหลัก (Primary Activities) ได้แก่                               

-  การลำเลียงเข้า (Inbound Logistics) เช่น การรับ การเก็บรักษาวัตถุดิบ และการจัดการปัจจัยนำเข้า                               

-  การดำเนินงานหรือการผลิต (Operations) เป็นกิจกรรมในการแปลงวัตถุดิบให้เป็นสินค้าหรือบริการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย                               

-  การลำเลียงออก (Outbound Logistics) เป็นกิจกรรมในการลำเลียงส่งสินค้าที่ผลิตแล้วออกสู่ตลาด                               

 -  การตลาดและการขาย (Marketing and Sales) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขาย ช่องทางการจำหน่าย การกำหนดราคาและส่วนประสมผลิตภัณฑ์                               

-  การบริการ (Service) เกี่ยวกับการให้บริการลูกค้า เช่น การติดตั้ง การฝึกอบรม การบำรุงรักษา                               

   2)  กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) ได้แก่                               

-  โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท (Firm Infrastructure) เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี การจัดการทั่วไป กฎหมาย และระบบข้อมูล                               

 -  การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) กิจกรรมด้านการจัดหา การคัดเลือก การฝึกอบรมและพัฒนา การยกระดับความรู้ทักษะ               

-  การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Management) เกี่ยวข้องกับงานด้านวิจัยและพัฒนา                               

-  การจัดหา (Procurement) เกี่ยวข้องกับการซื้อปัจจัยการผลิต เช่น วัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงอาคารและปัจจัยผลิตอื่นๆที่ใช้ในกระบวนการผลิต 

   ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ต่อการแข่งขัน               

1.  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม               

2.  การใช้ไอทีช่วยให้มีการดำเนินงานที่ดีเหนือคู่แข่งขัน               

3.  การใช้ไอทีในการสร้างธุรกิจใหม่ 

   ความสัมพันธ์ระหว่างแผนกลยุทธ์ธุรกิจและแผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ

                แผนกลยุทธ์ธุรกิจเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางของแผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ ในขณะที่แผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศเป็นเครื่องชี้ทิศทางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ ทั้งนี้แผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศจะเน้นถึงความต้องการสารสนเทศขององค์การและถูกกำหนดให้มีทิศทางที่สอดคล้องและสนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์การ ตลอดจนตอบสนองต่อความต้องการและเป้าหมายของธุรกิจ

  

edit @ 27 Jan 2009 16:54:00 by นารีย์รัฐ

สรุปบทที่ 9

posted on 18 Jan 2009 16:33 by narirat

บทที่ 9

ปัญญาประดิษฐ์ ระบบผู้เชี่ยวชาญและระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ 

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) คือ ศาสตร์แขนงหนึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ชีววิทยา จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เป้าหมายคือ การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีพฤติกรรมเลียนแบบมนุษย์ รวมทั้งเลียนแบบความเป็นอัจฉริยะของมนุษย์ 

ลักษณะงานของปัญญาประดิษฐ์

1.  Cognitive Science   งานด้านนี้เน้นงานวิจัยเพื่อศึกษาว่าสมองของมนุษย์ทำงานอย่างไร และมนุษย์คิดและเรียนรู้อย่างไร จึงมีพื้นฐานที่การประมวลผลสารสนเทศในรูปแบบของมนุษย์ประกอบด้วยระบบต่างๆ                

 -  ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems) ระบบนี้จะพยายามลอกเลียนแบบความสามารถของผู้เชียวชาญที่เป็นมนุษย์ในการแก้ปัญหาต่างๆ               

-  ระบบเครือข่ายนิวรอน (Neural Network) ถูกออกแบบให้เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์                

-  ระบบแบ๊บแน็ต (Papnet) เป็นระบบที่ใช้ในการแยกความแตกต่าง เช่น แยกความแตกต่างของเซลล์มนุษย์               

-  ฟัสซี่โลจิก (Fuzzy Logic) เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎพื้นฐาน และสามารถทำงานกับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ หรือกำกวม หรือค่าไม่เที่ยงตรง หรือไม่แน่นอนได้ ซึ่งระบบจะพยายามหาคำตอบให้กับปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง ด้ายการพิจารณากาข้อมูลเท่าที่มีเท่านั้น ระบบนี้ใช้วิธีการหาคำตอบได้แบบมนุษย์มากกว่าระบบงานทั่วไปซึ่งใช้เพียงประโยคเงื่อนไขธรรมดา               

-  เจนเนติกอัลกอริทึม (Genetic Algorithm) หรืออัลกอริทึมพันธุกรรม ใช้หลักการด้านพันธุกรรมของชาร์ล ดาร์วิน การสุ่ม และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ในการสร้างกระบวนการวิวัฒนาการด้วยตนเองของระบบในการหาคำตอบที่ดียิ่งขึ้นโดยใช้แนวทางการแก้ปัญหาแนวเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม               

 -  เอเยนต์ชาญฉลาด (Intelligent Agents) ใช้ระบบผู้เชี่ยวชาญหรือเทคนิคของปัญญาประดิษฐ์อื่นๆ เพื่อพัฒนาเป็นโปรแกรมประยุกต์ให้กับผู้ใช้ปลายทาง               

-  ระบบการเรียนรู้ (Learning Systems) เป็นระบบที่สามารถพัฒนาพฤติกรรมของระบบเองด้วยการพัฒนาจากข้อมูลที่ระบบได้รับในระหว่างการประมวลผล 

2.  Roboics  พื้นฐานของวิศวกรรมและสรีรศาสตร์ เป็นการพยายามสร้างหุ่นยนต็ไห้มีความฉลาดและถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์แต่สามารถเครื่องไหวได้เหมือนกับมนุษย์

 3.  Natural Interface  งานด้านนี้ได้ชื่อว่าเป็นงานหลักที่สำคัญที่สุดของปัญญาประดิษฐ์ และพัฒนาบนพื้นฐานของภาษาศาสตร์ จิตวิทยา และวิทยาการคอมพิวเตอร์               

-  ระบบที่มีความสามารถในการเข้าใจภาษามนุษย์ (Natural Language) รวมเทคนิคของการจดจำคำพูดและเสียงของผู้ใช้งาน ทำให้มนุษย์สามารถพูดหรือสั่งงานกับคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ได้ด้วยภาษามนุษย์               

-  ระบบภาพเสมือนจริง (Virtual Reality) เป็นการสร้างภาพเสมือนจริงหรือภาพจำลองของเหตุการณ์โดยระบบคอมพิวเตอร์ มีการติดตั้งตัวเซ็นเซอร์ต่างๆไว้กับอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอินพุต/เอาท์พุต เพื่อใช้ตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงโลกของภาพเสมือนจริงแบบ 3 มิติ เช่น การสร้างเกมคอมพิวเตอร์แบบ 3 มิติ 

ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบผสมผสาน (Hybrid AI Systems)เป็นการนำเอาระบบต่างๆ หรือเทคนิคต่างๆ ของปัญญาประดิษฐ์ที่กล่าวข้างต้นมาบูรณาการเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นการบูรณาการระหว่างระบบผู้เชี่ยวชาญกับระบบเครือข่ายนิวรอนเข้าด้วยกัน เช่น โปรแกรมประยุกต์ดาต้าไมนิ่ง ด้านการตลาดและการขายของบริษัท 

ประโยชน์ของปัญญาประดิษฐ์               

1.  ข้อมูลในระบบจะถูกเก็บในลักษณะที่เป็นฐานความรู้ขององค์การ               

2.  ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับฐานความรู้ขององค์การด้วยการเสนอวิธีการแก้ปัญหาสำหรับงานเฉพาะด้าน               

3.  ระบบจะถูกนำมาช่วยทำงานในส่วนที่เป็นงานประจำหรืองานที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับมนุษย์               

4.  ระบบจะช่วยสร้างกลไกที่ไม่นำความรู้สึกส่วนตัวของมนุษย์ เช่น ความลำเอียง ความเหนื่อยล้า ความเบื่อหน่าย ความกังวล เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ 

ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems)   เป็นระบบที่ช่วยในการแก้ปัญหาหรือช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ 

องค์ประกอบของผู้เชี่ยวชาญ               

1.  ฐานความรู้ (Knowledge Base) เป็นส่วนของความรู้ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งจะเก็บไว้ในฐานข้อมูลของระบบ               

2.  โปรแกรมของระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System Software หรือ Software Resources) แบ่งออกได้ 2 ส่วน                                

          1)  ส่วนที่ใช้ในการประมวลผลความรู้จากฐานความรู้                               

          2)  ส่วนที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ 

ประโยชน์ของระบบผู้เชี่ยวชาญ               

1.  ช่วยในการเก็บความรู้ของผู้เชี่ยวชาญในด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะไว้ ทำให้ไม่สูญเสียความรู้และสามารถนำความรู้มาใช้งานได้ตลอดเวลา               

2.  ช่วยขยายขีดความสามารถในการตัดสินใจ               

 3.  สามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับผู้ใช้ระบบในการตัดสินใจ               

4.  ช่วยให้การตัดสินใจในแต่ละครั้งมีความใกล้เคียงและไม่ขัดแย้งกัน               

5.  ช่วยลดการพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems: GIS) คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง เป็นต้น 

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน               

1.  อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เช่น เครื่องอ่านพิกัด เครื่องกวาดตรวจ พล็อตเตอร์ เครื่องพิมพ์ ฯลฯ               

2.  โปรแกรม คือชุดคำสั่งสำเร็จรูป เช่น โปรแกรม Arc/Info, MapInfo ฯลฯ               

3.  ข้อมูล คือข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในระบบ GIS เช่น ข้อมูลเชิงภาพ (Graphic Data) จะใช้จุด เส้น และพื้นที่แทนปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์บนโลก และ ข้อมูลอรรถธิบาย (Attribute Data) เป็นข้อความอธิบายที่มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงภาพ เช่น ชื่อถนน ลักษณะพื้นผิว ฯลฯ               

4.  บุคลากร คือผู้ปฏิบัติงานซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบ GIS               

5.  วิธีการหรือขั้นตอนการทำงาน 

หน้าที่หลักของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์               

1.  การนำเข้าข้อมูล (Input)                

2.  การปรับแต่งข้อมูล (Manipulation)               

3.  การบริหารข้อมูล (Management)               

4.  การเรียกค้นและวิเคราะห์ข้อมูล (Query and Analysis)               

 5.  การนำเสนอข้อมูล (Visualization) 

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์               

1.  ช่วยลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนจากการทำงานด้วยมือ               

2.  แก้ปัญหาความล่าช้าของข้อมูล               

3.  สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง               

4.  สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้               

5.  สามารถควบคุมความเป็นมาตรฐาน               

6.  สามารถจัดหาระบบความปลอดภัยที่รัดกุมได้               

7.  สามารถควบคุมความคงสภาพของข้อมูลได้        

ระบบ GIS มีความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับตำแหน่งที่ตั้งจึงเป็นระบบที่เหมาะสมกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมมากกว่าระบบสารสนเทศประเภทอื่น แต่การนำระบบนี้มาใช้ควรคำนึงถึงประเด็นดังนี้                

 1)  บุคลากรมีจำกัด:  งานด้าน GIS ต้องอาศัยผู้รู้เฉพาะทาง               

2)  ค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน:  การสร้างแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นเองมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานานทั้งในด้านการศึกษาข้อมูล และการดิจิไทซ์ (Digitize)

3)  ความถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูล:  ระบบ GIS ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประชากร โรค หรือจำนวนผู้ป่วย ฯลฯ หากข้อมูลไม่ตรงกับความจริงแล้ว ผลการวิเคราะห์ที่ออกมาแก้ไม่ถูกต้อง

 

edit @ 18 Jan 2009 16:41:27 by นารีย์รัฐ